พ่อแอบเม๊าท์ลูก : ประสบการณ์ New Zealand Summer 10 Weeks… ลูกไม่เล่า พ่อเลยแอบเม๊าท์

New Zealand Summer 

New Zealand Summer สำหรับหลายๆครอบครัว อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา ส่งไปอยู่บ่อยๆ ส่งไปเรียนเลย แต่สำหรับครอบครัวเรา มันมีอะไรที่จะต้องตัดใจ ตัดสินใจ ด้วยหลายๆเหตุผล จริงๆแล้วเหตุผลสามารถหามาประกอบได้เยอะแยะไปหมด ทั้งหมดมันตั้งอยู่บนความต้องการ หรือพูดชัดๆก็คือ “ความอยาก” นั่นเอง … ความต้องการที่จะให้ลูกได้ออกไปพบเจอกับชีวิตที่ไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาการดูแลอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่(ลูกก็คงอยากได้แบบนั้นมานานแล้ว 5 5 5) ที่สำคัญคือ เขาไม่ได้ร้องขอเลย แต่เรากลับเป็นฝ่ายคิดเสนอโปรเจคนี้ขึ้นมา เมื่อลองสอบถามลูกดู ก็ตอบขานรับอย่างทันทีทันใดโดยมิต้องรั้งรอ ก็เลยได้มีการส่องหาดูหลายๆโครงการหลายๆบริษัท มีทั้งสอบคัดเกรดราคา และ แบบไม่ต้องสอบ จนท้ายสุดมาหยุดที่โครงการนี้ ด้วยเหตุผลอะไร เดี๋ยวจะบอก

สำหรับโพสต์นี้ ถือว่าเป็นบันทึกการเดินทางของลูกละกันนะครับ ส่วนประสบการณ์ต่างๆที่แดนกีวีนั้น ก็ได้มาจากการพูดคุยกับลูก ถามโน่นถามนี่ (ไม่ถามไม่เล่า นะเออ) เอาเป็นว่า โพสต์นีี้ จะเล่าเรื่องต่างๆคร่าวๆังต่อไปนี้

  • เหตุผลที่อยากให้ลูกไป
  • โครงการที่เลือกไป
  • การเตรียมตัว
  • การเดินทาง
  • ติดต่อลูกยังไง เวลาที่ลูกอยู่ที่โน่น
  • ปิดฉาก Summer
  • ได้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้(จากการสัมภาษณ์ลูก)
  • ความรู้สึกของเราหลังจบโครงการ

ขออนุญาติและขอขอบคุณ ผปค.ของนักเรียน คุณครู และ ทางบริษัท สำหรับบางรูปภาพที่นำมาใช้ในโพสต์นี้นะครับ 

ทำไมถึงคิดจะให้ลูกไป?

อย่างที่บอกว่าหลายเหตุผล ที่หลักๆก็คืออยากให้ลูกได้ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่ไม่มีพ่อแม่ด้วย เอาจริงๆก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่จะให้ลูกออกไปค้างแรมนอกบ้านคือไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มากกว่า 3 วัน อิอิ ก่อนหน้านี้ นานสุก็น่าจะเป็นค่าย English Camp และ ค่ายลูกเสือ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ 3 วัน 2 คืน แต่ครั้งนี้เราว่ากันเป็น 10 weeks เจ้าลูกชายก็บอกว่า ฝึกเอาไว้ อีกหน่อยไปนานกว่านี้ เฮอะ ๆ ๆ ๆ มีแบบนี้ด้วย

คราวนี้กลับมาเรื่องของเรา ทำไมถึงอยากให้ลูกไป

  • อยากให้ลูกได้มีประสบการณ์การใช้ชีวิต
  • แล้วทำไมไม่ส่งไปเรียนเลยหละ …. ไม่มีตังส์ขนาดนั้น
  • อยากให้ลูกได้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในห้องเรียนอย่างเดียว
  • ฝึกความมีระเบียบวินัย (ยืมมือคนอื่น 5 5 5… ได้ผลจริง ขอบอก)

เลือกโครงการที่จะไป

บอกตามตรงเลยว่า ลูกไปสอบอยู่สองบริษัทที่จัดไป Summer ช่วงระยะเวลาสั้น 3 weeks, 5 weeks, 9 weeks หรือแล้วแต่จะจัด ซึ่งจริงๆแล้วก็มีอยู่หลากหลายบริษัทมาก ที่ทำธุรกิจลักษณะนี้

แล้วทำไมต้องสอบด้วย?

ผมมองและคิดด้วยสมองทื่อๆส่วนตัวว่า มันเป็นกุศโลบาย คนที่สอบได้ในลำดับแรกๆ ก็จ่ายตังส์น้อยหน่อย คนที่ได้คะแนนน้อยลำดับหลังๆก็ต้องจ่ายตังส์เพิ่มขึ้นตามลำดับ อีกทั้งเป็นการคัดเลือกไปในตัว ทำให้เห็นคุณค่าว่า ไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวก็ไปได้

ลูกชายก็สอบ ทั้งสองบริษัท ออกมาในลำดับที่น่าพอใจ สุดท้ายก็เลือกของบริษัทหนึ่ง แต่ตอนสอบ เลือกเอาไว้ 2 ประเทศ คือ New Zealand กับ UK  ซึ่งก็เคยพาลูกไปขับรถเที่ยวแล้วทั้งสองประเทศ ลูกเลือกที่จะไป NZ แต่ใจเราอยากจะให้ไป UK เพราะจากผลการสอบ จ่ายเงินต่างกันนิดหน่อยเอง สำหรับช่วงระยะเวลา 5 weeks ทั้งสองประเทศ สุดท้ายก็เลือก NZ ตามความต้องการของลูก

ถึงวันที่จะต้องไปลงทะเบียนและชำระเงินงวดแรก วันนั้นก็เตรียมเอกสารครบละ กำเงินสดก้อนแรกไปเตรียมจ่าย ขับรถไปถึงที่บริษัทก็ปรึกษาก่อนเลยว่า จากช่วงระยะเวลาที่ไปนั้น จะทำให้ลูกต้องขาดเรียนไป 1 สัปดาห์ ในช่วงเปิดเทอมของปีการศึกษาใหม่ ทางบริษัทก็แนะนำว่า ให้เราไปทำเรื่องขออนุญาติหยุดเรียนจากทางโรงเรียนก่อน แล้วค่อยมาลงทะเบียนและจ่ายเงิน

ทำไงหละ ก็ต้องขับรถไปที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย สิครับ ไปถึงก็ตรงไปที่ EP Office แจ้งความประสงค์ไปตามเรื่อง ซึ่งตอนนั้น ก็เห็นว่า มีคนนั่งประชุมกันอยู่ 5-6 คนมั้ง พอเราบอกว่า จะมาทำเรื่องขอลาหยุดเรียน 1 สัปดาห์เพื่อไปโครงการ บลา ๆ ๆ ๆ ๆ …. ครูที่นั่งประชุมอยู่ก็เดินเข้ามาหา ….. อ้าว ทำไมไม่ไปกับทางโรงเรียน นี่ไง กำลังนั่งประชุมกันอยู่เลยกับทางบริษัท …เอานี่ โบชัวร์ ลองอ่านดู ….

ก็เลยหยิบมานั่งอ่านหน้าห้องนั่นแหละ จากเอกสารที่อ่าน กลายเป็น 10 weeks เพิ่มตังส์อีกจำนวนนึง ก็เลยนั่งบวกลบคูณหาร คิดเป็นต่อสัปดาห์แล้ว คุ้มกว่ากันเยอะเลย อีกทั้งไม่ต้องกังวลในเรื่องของการทำเรื่องขาดเรียนด้วย เพราะยังไงก็ไปกับทางโรงเรียนอยู่แล้ว (ซึ่งตามกำหนดการ ของโครงการนี้ก็ต้องขาดเรียน 3 วัน แต่ต่อมาภายหลังทางโรงเรียนสามเสนมีการเลื่อนเปิดเทอมออกไป ก็เลยไม่ต้องขาดเรียน) ……. และด้วยเหตุผลต่างๆนานาที่ประดังเข้ามาในช่วง 5-10 นาทีนั้น ที่นั่งอ่านและวิเคราะห์อย่างละเอียด ก็ตัดสินใจ ไปกับโครงการที่ร่วมมือกับทางโรงเรียน ซึ่งนั่นก็คือโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน MOU NEW ZEALAND 2017 ของทางบริษัท Hearts & Mind International Education นั่นเอง


MOU NEW ZEALAND 2017

MOU New Zealand คืออะไร Minute of Understanding เป็นบันทึกความเข้าใจ ข้อตกลง ตามแต่จะเรียก ระหว่างโรงเรียนในประเทศไทย กับ โรงเรียนที่นิวซีแลนด์ (ตอนนี้ผมจะเริ่มเขียนมั่วละ 5 5 5 ตามที่เคยเห็นเคยอ่าน แต่จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากไหน) ก็มีคณะครูอาจารย์จากทางโน้นมาเยี่ยมชมโรงเรียนทางนี้ และมีคณะครูของทางนี้ไปเยี่ยมชมทางโน้น ประมาณนั้น …

รายละเอียดคร่าวๆ สำหรับโครงการนี้ ในปี 2017 มีโรงเรียนให้เด็กๆเลือกลงได้ 5 โรงเรียน ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามนี้คือ

  • St Peter’s College
  • Awatapu College
  • Nga Tawa Diocesan School
  • Palmerston North Girl’s High School
  • Palmerston North Boy’s High School

ทั้ง 5 โรงเรียนตั้งอยู่ที่เมือง Palmerston North ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองหลวงหรือเมือง Wellington ประมาณ 140 กม.

การไปเรียนของเด็กๆ ไม่ได้ไปนั่งกันเป็นห้องแล้วให้ครูที่โน่นมาสอนนะครับ จะกระจายเด็กๆไปในห้องต่างๆ ห้องละคน หรือ สองคน หรือที่เรียกว่า Sit In เรียนในคลาสในเทอมปกติของเขาเลยนะครับ ก็ดี….

สำหรับใครที่สนใจโครงการนี้ ลองสอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่ทางบริษัท หรือ ถ้าเด็กนักเรียนสามเสนวิทยาลัย ก็ผ่านทาง EP Office ก็ได้ครับ

website :: http://www.nzausstudy.com/

facebook :: https://www.facebook.com/heartsandmindseducation


ช่วงเตรียมตัว

จากวันแรกที่สมัคร จนถึงวันที่จะต้องเดินทางจริง ห่างกันกว่า 5 เดือน พอเราสมัครและจ่ายตังส์งวดแรกแล้ว ก็ต้องรู้ตัวเตรียมตัวแล้วหละ แต่เอาเข้าจริง ช่วงเตรียมตัวมันเกิดขึ้นก่อนวันเดินทางจริงไม่กี่วันเอง แฮะๆ

ดีที่ว่าช่วงหลังสอบเสร็จก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือน  ทางโครงการ English Program โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้จัดให้มีการปฐมนิเทศน์ อบรม เตรียมความพร้อมนักเรียน สอนเรื่องมารยาท การอยู่อาศัยกับโฮสต์ อะไรควรทำไม่ควรทำ และสอนนักเรียนทำอาหารอย่างง่ายๆ เผื่อว่ามีโอกาสได้ทำให้โฮสต์ที่โน่นทานบ้าง ขอขอบคุณ ผอ.วิโรฒ สำรวล ครูญาสุมินทร์ หัวหน้าโครงการ English Program คณะครูและเจ้าหน้าที่ทาง EP Office ที่มาสอนมาแนะนำให้เด็กๆนะครับ ดีมากๆเลย…

 

หลังจากนั้น ทางบริษัทก็ได้มีการปฐมนิเทศน์ ในรายละเอียด โดยแบ่งกลุ่มแต่ละโรงเรียนที่เด็กเลือกไปเรียน และจะมีเด็กนักเรียนที่เคยไปเรียนที่โรงเรียนนั้นๆในปีที่ผ่านมา มาให้คำแนะนำและตอบคำถามต่างๆด้วย

หัวเกรียนมาเลย แฮะ ๆ

เด็กๆจะได้รับแฟ้มเป็นรายบุคคล เพราะด้านในจะมีข้อมูลของแต่ละคนทั้ง สำเนาบัตรโดยสารเครื่องบิน ฯลฯ 

ฟังรุ่นพี่เล่าประสบการณ์


จัดกระเป๋า !!!

ทางบริษัทได้แนะนำว่า ควรให้เด็กๆเป็นคนจัดกระเป๋าเดินทางเอง เพราะว่าขากลับจะไม่มีใครช่วยจัดให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง ขาไปแทบจะต้องขึ้นไปยืนเหยียบแล้วปิดกระเป๋า ขากลับมีที่ว่างให้น้องๆฝากของกลับมาได้ด้วย 5 5 5


วันเดินทาง

คิดแล้วใจหาย …. 5 5 5 แรกๆก็ทำเป็นเก่ง ไม่มีอะไรหรอก เราส่งลูกไปเพื่อความก้าวหน้าของลูกเอง เดี๋ยวก็กลับมา พอถึงวันจริงๆ พ่อแม่อดใจแป้วววววว ไม่ได้ เริ่มนับถอยหลังวันกลับกันเลยทีเดียว แต่เด็กๆนี่สิ กะดี้กะด้ากันใหญ่

หลังจากถ่ายรูปหมู่ ล่ำลากันสักพัก ก็ได้เวลาที่ต้องจากลา ตอนขับรถออกมาจากสุวรรณภูมิรู้สึกหวิวๆยังไงไม่รู้ ระหว่างนั้นก็อดที่จะ track เป็นระยะๆไม่ได้ว่าลูกๆไปถึงไหนแล้ว 5 5 5

แต่ถึงกระนั้น ทางพี่ๆทีมงานบริษัท ก็ส่งข่าวส่งรูปมาให้เรื่อยๆ ก็คงเข้าใจหัวอกพ่อแม่นะครับ ต้องเจอทุกรุ่น แฮะๆ


พักกับ Host หรือว่าจะนอนหอ?

จริงๆสำหรับบางโรงเรียนก็จะมี Option ว่าจะให้เด็กพักกับโฮสต์หรือว่าจะให้นอนที่หอพักโรงเรียน มันก็ได้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปคนละแบบกัน แต่เราได้คำตอบโดยไม่ต้องคิดมากเลยว่าพักกับโฮสต์ ด้วยเหตุผลที่คิดได้ตอนนั้นก็คือ

  • จะได้ฝึกการใชีชีวิตร่วมกับผู้อื่น
  • จะได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันบ้าง
  • ได้ศึกษาและเข้าถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนประเทศนั้นๆด้วย

ประมาณนั้น ที่คิดได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของลูกแล้วหละว่า จะไปเจอโฮสต์ดีหรือไม่ดีหรือมีปัญหาอะไรอย่างไรบ้างหรือปล่าว เพราะก็เคยอ่านๆผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้วว่า เด็กบางคนเจอะเจอกับเรื่องที่จ้องจำไปตลอดชีวิต เหตุเกิดที่ America ด้วย มันช่างไกลจากอกพ่อแม่เหลือเกิน

แล้วโฮสต์ที่ลูกเราเจอหละเป็นอย่างไร?

ใครๆก็บอกว่า การมาพักกับโฮสต์ที่นิวซีแลนด์นี่ดีอย่างหนึ่ง เพราะว่า โดยพื้นฐานของชาวกีวีแล้ว จะเป็นคนอ่อนน้อม ใจดี นิสัยดี ถ้าไปทางยุโรปหรืออเมริกา ก็จะแข็งขึ้นไปหน่อย ตอนครอบครัวเราไปขับรถบ้านเที่ยวเมื่อหลายปีที่แล้ว พอเขารู้ว่ามาจากเมืองไทย เขาจะชอบคนไทยมาก เพราะคนไทยก็เป็นคนโอบอ้อมอารีย์เช่นกัน มารยาทดี น้ำใจงาม …. สำหรับทริปนี้ เราได้โฮสต์ที่ถือว่าโอเคเลยครับ (จริงๆ เราแอบดูบ้านใน Street View ของ Google maps กันก่อนแล้ว น่าอยู่มาก แล้วลองเดินดูกับลูกรอบๆหมู่บ้าน มีแอบไปเดินดูในตัวเมืองด้วย street view ด้วย)

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านเป็นแบบบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่ มี 4 ห้องนอน Host Dad เป็นคนฮอลล์แลนด์ ส่วน Host Mom เป็นคนอังกฤษ มีลูกสาวสวย 1 คน อายุมากกว่าลูกชายเรา 1 ปี ครอบครัวนี้อยู่ที่นิวซีแลนด์นี่มาสิบกว่าปีแล้ว นอกจากนี้ก็มีเพื่อนนักเรียนที่มาพักอยู่ที่บ้านโฮสต์นี่อีกคนนึง เป็นคนญี่ปุ่น แก่กว่าลูกชายประมาณ 3 ปี คราวนี้ที่บ้านนี้ก็เลยกลายเป็น International Family เลย 5 5 5 เด็กแต่ละคนก็จะได้ห้องพักส่วนตัวขนาดกำลังดีเลยครับ เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ Heater(สำคัญมาก กลางคืนหนาววววว ZZZzzzzzzz) เรียกได้ว่าเหมือนอยู่ที่บ้านเราเองนั่นแหละครับ

เช้าๆ ก็ทานอาหารเช้าที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็เป็น นมกับซีเรียล แล้วก็จะมีแซนด์วิชให้ไปโรงเรียนด้วยสำหรับอาหารกลางวัน ถ้าไม่อิ่มก็ซื้อทานที่โรงอาหารได้อีก เวลาไปโรงเรียน แรกๆก็ไปกับพี่สาวแหละครับ เพราะเรียนโรงเรียนเดียวกัน ขึ้นรถเมล์แล้วไปต่อรถในเมือง ขากลับก็ขึ้นรถเมล์หน้าโรงเรียนกลับมาต่อรถในเมือง แต่หลังๆก็สามารถไปเองมาเองได้ละ (อยู่เมืองไทยไม่เคยขึ้นรถเมล์เลย) ส่วนมื้อเย็นก็จะเป็นหน้าที่ของ Host dad ทำอาหารให้ทาน อร่อยมากกกก มีอาหารหลากหลายทั้งยุโรป พื้นเมือง แถมยังเคยทำแกงเขียวหวานให้กินด้วย …. สุดยอด

เสื้อผ้าทาง Host Mom ก็เป็นผู้รับผิดชอบ ซักรีดให้ครับ … บ้านและห้องนอนที่นี่ แอบสังเกตุเห็นว่าเหมือนกับที่เห็นในภาพยนต์เลย แฮะๆว่า เขาใส่รองเท้าเข้ามาถึงในห้องนอน เตียงนอนกันเลย พื้นก็ปูพรมแบบดูดฝุ่นทำความสะอาดง่ายๆประมาณนั้น เป็นบ้านเรา ถอดรองเท้าตั้งแต่หน้าประตูบ้านแล้วววว  5 5 5

วันหยุด เสาร์อาทิตย์ โฮสต์ก็พาไปเที่ยวทะเลบ้าง เที่ยวภูเขาบ้าง หรือบางครั้งก็นัดกับเพื่อนๆเข้าไปเที่ยวในตัวเมืองบ้าง ไปเล่นสเก็ตน้ำแข็ง เล่นตู้เกมส์ บลาๆๆ ประมาณนั้นนะครับ

นอกจากออกจากบ้านเข้าในเมืองแล้ว ช่วงเย็นๆหลังเลิกเรียน หรือวันหยุดที่อยู่บ้าน พี่ชายชาวญี่ปุ่นก็ชวนกันออกไปเตะฟุตบอลล์ที่สนามแถวๆบ้านนั่นแหละครับ บางครั้งก็จ๊อกกิ้ง บางครั้งก็เดินดูเดินเล่น (เก็บจากที่ลูกเล่ามาเรื่อยๆนะครับ)


St Peter’s College

คราวนี้ก็มาว่ากันเรื่องของโรงเรียนที่ลูกไปเรียนกันดีกว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนคาทอลิก ดังนั้นอาจจะเน้นๆเรื่องกฏระเบียบบ้าง ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า ทางโรงเรียนก็มีการต้อนรับสำหรับเด็กนักเรียน International Student ค่อนข้างดี ที่นี่มีนักเรียนจากต่างประเทศมาเรียนประจำอยู่จำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีนักเรียนไทยที่เรียนอยู่ที่นี่ด้วย 1 คน

ก็จะมีการกระจายนักเรียนเข้าตามห้องเรียนต่างๆ โดยดูอายุเป็นสำคัญว่า เราเกิดปีอะไรก็ต้องไปเรียน Year นั้นๆตามที่ NZ เขากำหนด อย่างเช่นลูกชายอยู่เมืองไทยเรียนเร็วกว่าคนอื่นนิดนึง คือที่สามเสน เพื่อนๆส่วนใหญ่เกิด 2002 แต่ลูกชายเกิด 2003 พอไปถึงที่โน่นก็ต้องไปเรียน Year 9 ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไปด้วยกัน ไปเรียน Year 10 ซึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่วิชาการตรงนี้ แถมยังมีโอกาสดีดีอีกด้วย เพราะว่าช่วงที่ไปถึง Year 9 เขามีกิจกรรมเข้าค่ายพอดีเลย ไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟังเรื่องเข้าค่าย

มาวันแรกๆก็จะมีการแจกคู่มือนักเรียนต่างชาติ ข้อมูลด้านในถือว่าโอเคเลยครับ มีปัญหาให้ไปปรึกษาใคร กฏระเบียบการแต่งกาย ถ้าเกิดแผ่นดินไหว ให้ทำยังไง ฯลฯ และก็จะแจกคู่มือการอยู่ร่วมกันกับโฮสต์ด้วยอีกหนึ่งเล่ม

และมีการแนะนำเพื่อมต่างชาติรุ่นใหม่ ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน

ที่โรงเรียนจะเตรียมชุดนักเรียนไว้ให้ยืม สิ่งที่เราต้องเตรียมไปก็คือรองเท้าหนังสีดำสำหรับเด็กชาย เพราะว่าชุดนักเรียนที่นั่น ราคาตกชุดละ 5,000 บาทเลยทีเดียว

เข้าค่ายที่ Mangaweka Camping Ground

เรียนไปไม่กี่วัน ก็มีกิจกรรมค่ายพักแรมที่ Mangaweka Camping Ground ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเมือง Palmerston North ประมาณ 1.30 ชั่วโมงด้วยรถบัส และมีค่าใช้จ่ายต่างหาก ซึ่งทางผู้ปกครองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ประสบการณ์แบบนี้ ไม่ได้หาได้ง่ายๆ

ในการไปเข้าค่าย เด็กๆต้องกางเต้นท์นอนที่อุทยานแห่งชาติ มีกิจกรรมทางน้ำสุดยอดเยอะแยะมากมาย ส่วนใหญ่ก็เน้นสอนให้เด็กใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เอาตัวรอดจากอุบัติเหตุทางน้ำ มีล่องแก่งลำน้ำที่เย็นเฉียบ(ส่วนใหญ่ที่ NZ จะเป็นน้ำที่ละลายจากหิมะบนยอดเขา ที่นี่ไม่แน่ใจ แต่ดูจากสีของน้ำแล้วน่าจะใช่ .. ผมก็โม้ไปเรื่อย)

ลูกเล่าให้ฟังว่า กิจกรรมที่นี่มันสุดยอดมาก  เวลาทำกิจกรรมทางน้ำ Teacher ก็ให้ใส่รองเท้า(ผ้าใบ)ลงน้ำลุยไปเลย เพราะใต้น้ำเป็นหินเกรงว่าหินจะบาด และน้ำไม่ลึกประมาณว่าเข่าหรือเอว ลูกบอกว่า งานนี้ รองเท้าเน่ามากเลย 5 5 5

ส่วนกลางคืนนอนในเต๊นท์ก็หนาวสุดขั้วเลย เพราะอุทยานแห่งนี้ริมแม่น้ำล้อมรอบด้วยภูเขา …. นี่เก็บจากที่ลูกเล่ามาให้ฟัง บอกว่าให้ถ่ายรูปมาหน่อย … ไม่ได้ถ่ายมาเลย สนุกอย่างเดียว …

ที่นี่เลยครับ เห็น VDO แล้วอยากไปบ้าง แฮะๆ

International Student Trip

เรียนไปอีกสักพัก เที่ยวอีกละ ทางโรงเรียนจัดให้มีวัน International Student Trip ซึ่งจะเป็นการพาเด็กๆนักเรียนต่างชาติไปเที่ยวซึ่งก็รวมถึงเด็กๆที่มาจากชาติอื่นๆด้วย ก็จะมีการพาไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในย่านเกาะเหนือตอนใต้  Wairaripapa (ไม่รู้เขียนยังไงนะครับ ในจดหมายเขียนตัวเล็กมากอ่านไม่ออก) Mt Bruce Wildlife Reserve ไปชมฟาร์มเลี้ยงแกะ ถอนขนแกะที่ Masterton ฯลฯ

การเรียนที่ St. Peter

ลูกชายบอกว่าที่นี่สุดยอดอีกอย่างก็คือ เรียนวันละ 3 คาบ ที่เหลือให้เล่นกีฬา ออกกำลังกาย วิชาที่ต้องเรียนต่อเทอมก็น้อยนิด ไม่บ้าคลั่งเหมือนบ้านเราแอบเอาตารางสอนมา scan ให้ดูว่าวันๆเรียนอะไรกันบ้าง …. เช้ามาเรียนคาบแรกเสร็จ ก็มี Tea Break ละ เรียนอีกคาบนึง พักกลางวัน เรียนอีกคาบนึง เลิกเรียนละ สงสัยพวกฝรั่งต้องโง่แน่ๆเลย เทียบกับบ้านเราไม่ได้ บ้านเราเรียนกันตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยหละ แน่นเปี๊ยะ หยดติ๋งๆ

หลังจากเลิกเรียนก็ให้เด็กๆเล่นกีฬาตามชมรมที่เลือกเอาไว้ได้เต็มที่เลยครับ ….

ตอนพักกลางวัน เด็กๆก็จะมานั่งทานอาหารรวมกันที่ห้อง International Student เว้นแต่ใครจะไปซื้ออาหารทานก็สามารถทำได้ หรือบางคนทาวเสร็จแล้วก็อาจไปซื้อทานเพิ่มเติมอีกก้ได้ เด็กแต่ละคนก็จะมีกล่องอาหารพลาสติกคนละกล่องมาโรงเรียน ส่วนใหญ่ก้เป็นแซนด์วิช พร้อมทั้งผลไม้ คงง่ายต่อการเตรียมและการพกมาโรงเรียนด้วย

บางช่วงบางตอน เด็กๆที่ไปด้วยกัน ถึงแม้จะเลือกเรียนคนละโรงเรียนกัน ในวันหยุด ก็นัดมาเจอกัน เพื่อเที่ยวเล่นกันในเมือง ดูทุกคนมีความสุขและอิสระ … ข้อสังเกตุ เด็กผู้ชายผมเริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆละ ก่อนไปก็ตัดผมกันทีเดียว กะว่าอยู่ที่โน่น 2 เดือนครึ่ง กลับมาตัดที่เมืองไทยอีกที


ก่อนกลับเมืองไทย

ช่วงสัปดาห์ท้ายๆ เด็กๆก็เริ่มกระสับกระส่ายกันละ บางคนก็คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ ในช่วงเวลาสองเือนนี้นั้น ช่องทางที่ผู้ปกครองใช้ติดต่อสื่อสารกับเด็กๆมากที่สุดก็คือทาง Line สามารถคุยผ่าน VDO ได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเพราะไกลนะครับ แต่เป็นเพราะว่าค่าเน็ทที่โน่นแพงมาก และ การใช้ก็ใช้กันอย่างจำกัด เครือข่ายไม่ได้ดีเลิศเหมือนบ้านเรา

ครอบครัวเราก็เช่นกัน นานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จะได้คุยกับลูกสักครั้ง เพราะเจ้านายเล่นหายยยยยย ไปเลย ไลน์ไปไม่อ่าน คราวนี้พอเรา VDO call ไปได้ ก็เลยอัด VDO เก็บไว้ดูย้อนหลังให้หายคิดถึงเลย 5 5 5

ในสัปดาห์สุดท้ายก็เช่นกัน ใกล้จะได้กลับบ้านกันแล้ว ….. “ป๊า….. ไม่กลับได้มั๊ยหง่าา” 5 5 5 เอากับเขาสิ

ซึ่งช่วงสัปดาห์นี้ ก็เริ่มมีการเลี้ยงลากันละ ทางโรงเรียนเองก็ถือว่าให้ความสำคัญกับนักเรียนต่างชาติมาก มีการบอกกล่าวกันถึงกลุ่มนักเรียนไทยกำลังจะกลับบ้านผ่านทางหน้า News Letter ที่ตีพิมพ์ของโรงเรียนเป็นรายสัปดาห์

นอกจากนี้ก็มีใบแสดงผลการเรียน มีจดหมาย comment ของคุณครูวิชาต่างๆ 

 

ลูกเล่าให้ฟังว่า วันสุดท้ายที่ไปโรงเรียน เพื่อนๆเข้ามากอดทั้งห้องเลย …โอยยยยย คิดถึงเพื่อนๆมากๆ กอดกันจนหายใจแทบไม่ออก ลูกชายก็มีเอาของฝากจากเมืองไทยไปให้เพื่อนๆ และคุณครูเป็นที่ระลึก (มีเตรียมไปให้โฮสต์ด้วย) ทุกคนชอบมาก ของฝากแบบไทยไทย

ช่วงนั้นทางบริษัทก็มีการจัดทริปพาผู้ปกครองที่ประสงค์จะบินไปรับลูกกลับ(มีทริปไปเที่ยวเกาะใต้กันก่อนด้วย ดีมากเลยครับ…ผมไม่ได้ไปหรอก อิอิ) ก็มีการเลี้ยงกันนิดหน่อย

รูปนี้ในห้องเรียนและช่วงพักเที่ยง ในวันที่ทางบริษัทและผู้ปกครองไปเยี่ยมโรงเรียนก่อนจะกลับเมืองไทย 2-3 วัน …. ผมยาวเฟื้อยละ

เย็นวันสุดท้าย ก็มีการสังสรรค์กันนิดหน่อย กับเพื่อนๆจากโรงเรียนอื่นๆด้วย พร้อมทั้งโฮสต์ และ ผู้ปกครองที่ไปรับเด็กๆ


อำลาอาลัย

และแล้วก็ได้เวลาเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เช้าวันเสาร์เด็กๆจะมาขึ้นรถพร้อมๆกัน เพื่อเดินทางไปสู่เมือง Wellington และก็จะมีการเที่ยวในตัวเมือง พักที่นี่หนึ่งคืน ก่อนที่เช้าวันอาทิตย์จะออกเดินทางกลับประเทศไทย

แน่นอนว่า ความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างสองเดือนกว่าๆ การอำลาก็ย่อมต้องมีน้ำตาซึมๆกันบ้าง 

มุ่งหน้าสู่ Wellington

Flight ที่จะบินกลับเมืองไทยคือวันพรุ่งนี้ วันนี้เด็กๆก็เลยได้เที่ยวในเมือง Wellington และซื้อของฝาก ลูกเล่าให้ฟังว่า คืนนั้นทั้งคืนไม่ได้นอนเลย นั่งคุยนั่งโม้กันจนสว่าง แล้วก็ไปสนามบิน


กลับบ้านเรา …

มาถึงวันนี้ … รวดเร็วมาก แป๊บเดียวก็ 10 สัปาห์แล้ว … แต่ก่อนหน้านี้ ทำไมมันช้าเหลือเกิน ได้เวลาที่เด็กๆจะต้องเดินทางกลับกันแล้วหละ 


บทสรุป

มาถึงจุดนี้ ก็มานั่งดู นั่งคิด นั่งสังเกตุ พร้อมทั้งพูดคุยกับลูกต่างๆนานา ว่าที่ผ่านมา สองเดือนครึ่ง ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์อะไรกลับมาบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อะไรดี อะไรไม่ดีฯลฯ

  • ระเบียบวินัย ดีขึ้น แต่กลับมานานเข้าๆ เริ่มเข้าที่เหมือนเดิม(หรือปล่าว) 5 5 5 แสดงว่าเป็นที่สิ่งแวดล้อมจริงๆ (พ่อแม่นั่นแหละ ตัวดี อิอิ)
  • อากาศที่โน่นดีมาก อยู่เมืองไทยเป็นภูมิแพ้ตลอด ไปที่โน่นหายหมด (ตอนนี้กลับมาก็เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว)
  • การพูด การอ่าน การคิดที่เป็นภาษาอังกฤษ พัฒนาขึ้นเยอะมาก (วันก่อนไปชะอำ แอบได้ยินลูกพูดกับพี่สาวว่า ให้หัวข้ออะไรมา ขอเวลานึกแป๊บนึงสามารถพูดสดเป็นภาษาอังกฤษได้เลย…โม้ป่าวไม่รู้)
  • มิตรภาพที่ดีกับคนต่างแดน เราในฐานะผู้ปกครอง ก็คุยกับทาง Host ผ่านทาง eMail มีการเชื้อเชิญซึ่งกันและกัน
  • ลูกบอกว่า ระบบการเรียนที่โน่นต่างจากเรามาก เรียนวันละน้อยคาบเน้นปฏิบัติ การบ้านแทบจะไม่มี เน้นให้เด็กๆออกกำลังกาย
  • กิจกรรมดีดีของโรงเรียนมีเยอะ เน้นการใช้ชีวิตจริง การเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุและภัยธรรมชาติ
  • ลูกบอกว่า ….. ที่แย่คือ ค่าเน็ทแพง เน็ทหายาก 5 5 5
  • พ่อบอกว่า …. ที่แย่คือ ลูกไม่ยอมถ่ายรูปมาให้ดูบ้าง แฮะๆ
  • ลูกบอกว่า … อยากไปเรียนที่นิวซีแลนด์
  • พ่อบอกว่า …. ได้เลยรีบเรียนให้จบ ทำงานเก็บเงินแล้วไปเรียนต่อได้เลยนะ

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน !!!!!!!!!!!!!! …….. เยอะ ม๊ากกกกกกก …. งงไปหมด อันไหนดีไม่ดีอย่างไรใครรู้บ้าง

เส้นทางสาย EP ไปทางไหนกันบ้าง? ก้อนหินหรือกลีบกุหลาบ?

สรุปข้อสอบเข้า ม.1 ห้องเรียนพิเศษ ปีการศึกษา 2560

เรื่องเรียนของลูก :: สรุปแนวข้อสอบเข้า ม.1 ห้องเรียนพิเศษ ปีการศึกษา 2559 ของโรงเรียนต่างๆ

EP SAMSEN 2560 คะแนนสูงสุด ต่ำสุด ชายกี่คน หญิงกี่คน

เรื่องเรียนของลูก :: รวบรวมบทความ “สอบเข้า EP สามเสน”

สอบเข้า ม.1 ห้องเรียนพิเศษ ทำไม…ข้อสอบยากกว่าที่เรียนในห้องเรียนไปเยอะ จนเด็กๆต้องไปหาที่เรียนพิเศษกัน

12 ห้องเรียน ม.1 สามเสนวิทยาลัย มีอะไรบ้าง? แบ่งเป็นอะไรบ้าง?

15 ห้องเรียน ม.4 สามเสนวิทยาลัย มีอะไรบ้าง

Comments

comments